วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

“ฝรั่งแช่บ๊วย” อันตราย! เสี่ยงติดเชื้อถึงเสียชีวิต

“ฝรั่งแช่บ๊วย” อันตราย! เสี่ยงติดเชื้อถึงเสียชีวิต
สารภาพตามตรงว่าเราเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบทานฝรั่งแช่บ๊วยมากๆ ด้วยส่วนด้านนอกที่มีรสหวานๆ บวกกับผงบ๊วยที่ยิ่งจิ้มยิ่งหยุดทานไม่ได้ อร่อยจนต้องขอบคุณคนที่คิดสูตรนี้ขึ้นมา แต่ที่ไหนได้ เจ้าฝรั่งแช่บ๊วยสุดอร่อยนี้ แอบแฝงไปด้วยอันตรานที่อาจเล่นเราถึงตายได้เลยทีเดียว

ฝรั่งแช่บ๊วย เพชฌฆาตเงียบจากรถเข็นขายผลไม้
รถเข็นผลไม้ที่เป็นมิตรกับคนไทยมานานแสนนาน ทำให้เราได้บริโภคผลไม้อย่างสะดวกสบายในราคาสบายกระเป๋า แต่กลับถูกตรวจพบว่ารถเข็นผลไม้เหล่านี้เต็มไปด้วยเชื้อจุลินทรีย์ สารปนเปื้อน แบคทีเรียโคลิฟอร์ม สีสังเคราะห์ เชื้อรา และสารเคมีอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมากถึง 64% และส่วนใหญ่ดันพบในเจ้าฝรั่งแช่บ๊วยนี่แหละ โดยเฉพาะฝรั่งดองบ๊วยที่เป็นสีแดง สีเขียว

ผลไม้ปนเปื้อน ให้โทษแก่ร่างกายอย่างไรบ้าง
หากเราทานผลไม้ที่ปนเปื้อนเข้าไปในร่างกาย สามารถพบอาการได้หลายอย่าง แล้วแต่สารปนเปื้อนที่เราทานเข้าไป อาจมีอาการตั้งแต่ท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ไปจนถึงหูอื้อ มีไข้ หายใจขัด ร่างกายอ่อนแอ ต้านทานโรคได้น้อยลง และอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเมื่อทานสะสมเข้าไปเป็นเวลานาน


อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ฝรั่งแช่บ๊วย หรือผลไม้รถเข็นทุกเจ้าจะไม่สะอาดถึงขั้นจะทำให้เราเสียชีวิต แต่เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง อาจเลือกซื้อจากเจ้าที่ค่อนข้างมั่นใจว่าสะอาด ถูกสุขลักษณะ หรือเปลี่ยนเจ้าไปเรื่อยๆ ไม่ทานผลไม้จากคนขายคนเดิมๆ ตลอดทุกวัน หรือถ้ามีเวลาจ่ายตลาด ซื้อผลไม้มาล้างและหั่นทางเอง จะมั่นใจได้มากที่สุดค่ะ

เคล็ดลับการล้างผักผลไม้ เพื่อลดสารพิษ ยาฆ่าแมลง สารเคมีตกค้างต่างๆ
  1. ล้างผักผลไม้ด้วยด่างทับทิม ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้ได้ 20-30%
  2. ล้างด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชู ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้ได้ 30-40%
  3. ล้างด้วยน้ำผสมผงฟู หรือเบกกิ้งโซดา ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้ได้ 30-40%
  4. ล้างผักด้วยวิธีน้ำไหล โดยแยกใบผัก กลีบผักออกมา แช่ในน้ำ 10 นาที จากนั้นหยิบใบผักขึ้นมา เปิดก็อกให้น้ำไหลผ่านผักและผลไม้ทีละใบ ทีละก้าน ถูๆ ให้สะอาดราว 2 นาที วิธีนี้ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้ได้ 60-70%

5 โรคร้ายจากห้องแอร์ ภัยอันตรายชีวิตคนเมือง

5 โรคร้ายจากห้องแอร์ ภัยอันตรายชีวิตคนเมือง
ด้วยอากาศอันร้อนอบอ้าวตลอดทั้งปีของบ้านเรา ทำให้แทบทุกหลังคาเรือนต้องมีติดเอาไว้อย่างน้อย 1 ตัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งรถโดยสาร ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนล้วนแล้วแต่มีแอร์คอยให้อากาศเย็นๆ เป็นเพื่อนข้างกายเสมอ
แต่... หารู้ไม่ว่า แอร์คู่ชีพเพื่อนซี้ของเราคนนี้ อาจนำเอาโรคร้ายมาถามหาอย่างไม่ทันตั้งตัวก็ได้

โรคร้ายจากห้องแอร์ ภัยอันตรายชีวิตคนเมือง
  1. โรคภูมิแพ้
ง่ายๆ เลย แอร์เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ต้องมีการดูแลทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หากขาดการดูแลที่ดี อาจเป็นส่วนแพร่เชื้อโรค และเป็นที่รวบรวมเอาฝุ่นมากองรวมกันไว้ได้มากที่สุด ใครที่แพ้ฝุ่นอยู่แล้วคงยิ่งไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นควรหมั่นตรวจสอบที่กรองอากาศในแอร์อยู่เป็นประจำ หรืออย่างน้อยทุก 3-6 เดือน

  1. โรคทางเดินหายใจ
นอกจากฝุ่นแล้ว ที่กรองอากาศในแอร์อาจรวมเอาเชื้อโรค แบคทีเรีย และเชื้อราเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจทั้งหมด เช่น ปอดอักเสบ วัณโรค หืดหอบ ปอดบวม หรือหัดเยอรมัน

dirty-air-conditioner.jpg
  1. ผื่นผิวหนัง
นอกจากเชื้อโรคที่มาพร้อมกับกลิ่นอับๆ ของที่กรองอากาศภายในแอร์ ที่เป็นสัญญาณบอกว่าคุณควรทำความสะอาดแอร์ของคุณได้แล้วนั้น ยังมีอากาศที่ทั้งแห้ง ทั้งเย็น ที่อาจเป็นตัวเร่งทำให้ผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังมีอาการกำเริบขึ้นได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นนอกจากทำความสะอาดแอร์แล้ว ลองปรับอากาศไม่ให้เย็นจนเกินไป และทาครีมเพื่อรักษาความชุ่มชื่นของผิวหนังเอาไว้บ้าง จะช่วยลดอากาศผื่นผิวหนังได้บ้างค่ะ

  1. โรคตึกเปนพิษ
เคยได้ยินโรคนี้ไหมเอ่ย เป็นหนึ่งในกลุ่มของออฟฟิศซินโดรมที่มีอาการวิงเวียนศีรษะ หรือคลื่นไส้ ตาลาย เพียงเพราะบรรยากาศภายในตึกทำงาน หรือในออฟฟิศ จริงๆ แล้วอากาศที่ไม่ถ่ายภายในออฟฟิศก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ขึ้นได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นอากาศเย็นๆ ที่ออกมาจากสารระเหยของสีทาผนัง เครื่องถ่ายเอกสาร หรือฝุ่นในแอร์ และพรม ก็เป็นตัวเร่งอาการของโรคนี้ได้เช่นกัน

  1. โรคอ้วน
เอ้า! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะอากาศเย็นๆ ที่มาจากแอร์นี่แหละ ที่ทำให้เรามีโอกาสที่จะมีอาการเนื่องๆ ซึมๆ ขี้เกียจลุกไปทำอะไรต่ออะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทานอาหารเสร็จก็นั่งแช่อยู่ที่โซฟา หรือเคลื่อนตัวไปนอนที่เตียงโดยทันที ขาดการทำกิจกรรมที่ช่วยเผาผลาญพลังงานอย่าง การทำงานบ้าน หรือการออกกำลังกาย

แน่นอนว่าแอร์เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นในบ้านเรา แต่ควรรักษาความสะอาดอยู่เสมอ อย่าให้เป็นที่หมักหมมเชื้อก่อโรคต่างๆ อย่าเปิดอุณหภูมิต่ำเกินกว่าจำเป็น อาจจะเปิดปิดเป็นเวลา อากาศไม่ร้อนนักก็ใช้พัดลมช่วยแทน (ล้างใบพัดเสียด้วยล่ะ) และที่สำคัญหรือลุกขึ้นมาออกกำลังกายบ้าง อย่าให้ความสบายทำให้เราขี้เกียจจนน้ำหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ขอขอบคุณ
ข้อมูล : สสส.

7 ปัจจัยเสี่ยงก่อ “มะเร็งผิวหนัง” โดยไม่รู้ตัว

skin-cancer-2.jpg
ฮิวจ์ แจ็คแมน นักแสดงฮอลลีวูดที่ได้รับบทนำในภาพยนตร์ตระกูลมาร์เวลอย่าง “โลแกน” หรือ “วูฟเวอรีน” เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังบริเวณจมูก เขาโพสภาพของตัวเองพร้อมกับคำเตือนสั้นๆ ว่า “ทาครีมกันแดดกันเถอะ” นั่นหมายความว่า มีสาเหตุมาจากแดงแดดได้ แล้วแดดแรงๆ อย่างในบ้านเราจะปลอดภัยได้อย่างไร

มะเร็งผิวหนัง มีสาเหตุมาจากอะไร?
มะเร็งผิวหนัง เป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง และเยื่อบุ ที่เกิดขึ้นจากเซลล์ผิวหนัง และเยื่อบุมีการเจริญเติบโต และแบ่งตัวอย่างผิดปกติ
โรคผิวหนังแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
- มะเร็งผิวหนังชนิดเบเซลเซลล์ (Basal cell carcinoma) เกิดขึ้นบริเวณชั้นผิวหนังในส่วนบนๆ จะมีความรุนแรง และอันตรายน้อยที่สุด
- มะเร็งผิวหนังชนิดสเควมัสเซลล์ (Squamous cell carcinoma) มีความคล้ายคลึงกับชนิดแรก แต่จะกระจายตัวได้เร็วกว่า และเกิดบนชั้นผิวหนังที่ลึกกว่า สามารถคลำเจอเป็นก้อนแข็งๆ อยู่ที่ชั้นผิวหนังด้านล่าง
- มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Malignant melanoma) เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นที่เซลล์เม็ดสีผิว หรือเมลานิน พบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีความรุนแรง เพราะสามารถกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง
  1. ไม่ใช้ครีมกันแดด เพราะรังสีอัลตร้าไวโอเลต หรือรังสียูวี ชนิด UVA และ UVB มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง
  2. ทำงาน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งตลอดเวลา
  3. ชอบนอนอาบแดด เพื่อให้ได้ผิวสีแทน
  4. สมาชิกในครอบครัวมีประวัติโรคมะเร็งผิวหนัง
  5. ผู้ที่มีเชื้อชาติตะวันตก ที่มีลักษณะผิวขาว ผมบลอนด์ อาจมีเม็ดสีผิวน้อย ความสามารถในการป้องกันเซลล์ผิวหนังจากแสงอัลตร้าไวโอเลตได้น้อยกว่าคนที่มีผิวสีเข้ม
  6. อยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หรือกำลังรับยากดภูมิต้านทาน
  7. เป็นผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาด้วยวิธีการฉายรังสี

skin-cancer-2.jpg

โรคมะเร็งผิวหนัง มีอาการอย่างไร?
โรคมะเร็งผิวหนังอาจเริ่มจากบริเวณที่เป็นไฝ โดยสามารถสังเกตได้ว่า ไฝมีผื่น หรือก้อนโตขึ้นหรือไม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสี ขนาด ลักษณะขอบไฝที่ไม่เรียบ แตกเป็นแผล หรือมีเลือดออกหรือไม่
นอกจากบริเวณไฝแล้ว บริเวณผิวหนังปกติอาจมีแผล หรือผื่นที่เรื้อรังรักษาไม่หาย และเป็นแผลโดยไม่ทราบสาเหตุ

โรคมะเร็งผิวหนัง ป้องกันอย่างไร?
วิธีป้องกันมะเร็งผิวหนัง ทำได้ง่ายๆ เพียงใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป และทาซ้ำทุกๆ 15-30 นาที เมื่อต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ นอกจากนี้ควรหมั่นสังเกตผิวหนังของตัวเองว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หากพบความผิดปกติของผิวหนังในระยะแรกๆ ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน

ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด แดดแรงจัดแบบบ้านเรา มีโอกาสที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้เหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะคนผิวขาว หรือผู้ที่มีเชื้อสายจีน เซลล์ผิวหนังอาจป้องกันรังสีไวโอเล็ตได้น้อยกว่าคนทั่วไป ดังนั้นครีมกันแดดเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก อย่าลืมทาทั้งใบหน้า และลำตัวก่อนออกจากบ้านนะคะ
ขอขอบคุณ
ข้อมูล : Bangkok Hospital

ผู้ป่วยโรคไต ควรทานเครื่องปรุงโซเดียมต่ำหรือไม่?

ผู้ป่วยโรคไต ควรทานเครื่องปรุงโซเดียมต่ำหรือไม่?
เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ป่วยต้องจำกัดอาหารประเภทโซเดียม หรือเกลือ และอาหาร/เครื่องปรุงที่มีรสเค็ม เมื่อมีผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ เลยอาจเข้าใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตที่ต้องควบคุมปริมาณโซเดียม
แต่แท้ที่จริงแล้ว เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตจริงหรือไม่ ไปหาคำตอบกันค่ะ

เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ ดีอย่างไร?
เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ ผลิตออกมาเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ ที่สามารถเลือกปรุงอาหารด้วยน้ำปลา ให้ได้รสได้กลิ่นใกล้เคียงน้ำปลาเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เพิ่มเติมตามไปด้วยเหมือนเดิม คือปริมาณโซเดียม ที่เป็นสาเหตุของโรคหลายๆ อย่าง รวมไปถึงโรคไต และความดันโลหิตสูง

เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต?
แม้ว่าเครื่องปรุงโซเดียมต่ำจะดีต่อสุขภาพของคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตแล้ว ยังควรเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะแม้ว่าจะมีโซเดียมต่ำ แต่ดันถูกแทนที่ด้วยโพแทสเซียมคลอไรด์ ที่เป็นเกลือที่ให้รสเค็มเหมือนกัน ซึ่งเกลือโพแทสเซียมคลอไรด์ก็ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต เพราะไม่ว่าอย่างไรไตยังคงต้องทำงานหนักเพื่อกำจัดโพแทสเซียมคลอไรด์ออกไปจากร่างกายอีกอยู่ดี
แต่ปัจจุบันมีผู้ผลิตบางรายที่ทำการผลิตน้ำปลาโซเดียมต่ำ ด้วยการดึงเอาโซเดียมออกมาจากน้ำปลาโดยวิธีแยกสารผ่านเยื่อด้วยไฟฟ้า ไม่ได้มีการทดแทนความเค็มด้วยเกลือโพแทสเซียม ดังนั้นหากอยากลองน้ำปลาโซเดียมต่ำ อาจจะต้องสังเกตข้างขวดว่าผ่านกรรมวิธีลดโซเดียมอย่างไร หรือมีส่วนผสมของโพแทสเซียมสูงหรือไม่

soy-sauce.jpg
เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ เหมาะกับใคร?
แน่นอนว่านอกจากคนสุขภาพปกติที่อยากจำกัดปริมาณการทานโซเดียมในมื้ออาหารแต่ละมื้อแล้ว คนที่สามารถทานเครื่องปรุงชนิดนี้ได้ คือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เพราะความดันสูงมีโซเดียมเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโพแทสเซียมแต่อย่างใด
แต่บางกรณีที่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่มีสาเหตุมาจากความบกพร่องในการทำงานของไต ที่ไตไม่สามารถขับโซเดียมที่เกินความจำเป็นออกจากร่างกายได้ จนโซเดียมสะสมร่างกายมากเกินไปจนเป็นสาเหตุของอาการความดันโลหิตสูง อันนี้ต้องปรึกษาแพทย์เช่นกัน เพราะปริมาณโพแทสเซียมในเครื่องปรุงโซเดียมต่ำอาจทำให้ไตทำงานหนักมากกว่าเดิม

โพแทสเซียมในร่างกายสูง อันตรายอย่างไร?
ในกรณีที่ไตทำงานบกพร่อง ไม่สามารถขับโพแทสเซียมที่เกินความจำเป็นออกจากร่างกายได้ อาจทำให้เกิดการคั่งของโพแทสเซียมในร่างกาย มีอาการชาบริเวณขาแขน ในกรณีที่มีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ อาจมีอาการซึมเศร้า จิตใจสับสน ตัวซีด ตัวเย็น ความดันเลือดลดลงอย่างมาก เป็นอัมพาต หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนหัวใจหยุดเต้น จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้
fish-sauce.jpg
โซเดียม ไม่ได้มีแค่ในเครื่องปรุง
อาหารประเภทอื่นๆ ก็มีจำนวนโซเดียมอยู่เหมือนกัน เช่น ไข่ไก่ หรือนมสด ที่เรารณรงค์กันให้ลดการปรุงอาหารรสชาติเข้มข้นแซ่บจิ๊ด เพราะในอาหารปกติเองก็มีโซเดียมตามธรรมชาติอยู่จำนวนหนึ่งนั่น การปรุงอาหารรสจัดจึงยิ่งเป็นการเพิ่มปริมาณโซเดียมในอาหารแต่ละมื้อมากขึ้น

อาหารที่ผู้ป่วยโรคไตควรระวัง
อาหารที่มีปริมาณโซเดียม และโพแทสเซียมสูงทั้งหมด ทั้งน้ำปลา เกลือแกง เครื่องปรุงรส ซอสปรุงรสต่างๆ ซอสสุกี้ กะปิ อาหารหมักดอง ไข่เค็ม ปลาเค็ม ขนมถุงที่ใส่เกลือ และเครื่องปรุงรสมากๆ อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ ผักใบเขียว กล้วย ส้ม มะละกอ ขนุน มะเขือเทศ แคนตาลูป ทุเรียน มะขาม และผลไม้แห้งทุกชนิด
นอกจากนี้ยังต้องควบคุมการทานอาหารที่มีฟอสฟอรัส เช่น รำข้าว เนยแข็ง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำจากนม ไข่ปลา ไข่แดง กุ้ง ปู และจำกัดอาหารประเภทโปรตีนไม่ให้มากเกินไป เพื่อลดภาระการทำงานหนักของไตอีกด้วย

ออกซิเจนบำบัด รักษาโรคครอบจักรวาล?


ออกซิเจนบำบัด รักษาโรคครอบจักรวาล?
ออกซิเจน เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์มากเป็นอันดับแรก หากจะขาดอาหาร ขาดน้ำ เรายังมีชีวิตอยู่ได้เป็นวันๆ แต่หากขาดออกซิเจน ขาดอากาศหายใจ เราสามารถจากโลกนี้ไปได้เพียงไม่กี่นาที
แต่ออกซิเจนสำคัญกับร่างกายของเรามากกว่าการใช้ชีวิตผ่านอากาศที่เราหายใจ เพราะยังสามารถบำบัดรักษาโรค และอาการผิดปกติอื่นๆ ในร่างกายได้อีกสารพัด จนแทบจะเรียกได้ว่า “ครอบจักรวาล” เลยทีเดียว
ออกซิเจนบำบัดไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ เป็นนวัตกรรมจากต่างประเทศที่ใช้บำบัดรักษาผู้ป่วยมานานนับสิบๆ ปี ทั้งศิลปินระดับโลก ไมเคิล แจ๊คสัน ที่เคยเข้ารับออกซิเจนบำบัดเพื่อรักษาแผลไฟไหม้จากอุบัติเหตุระหว่างถายทำโฆษณา และนักแสดงฮอลลีวูด คีอานู รีฟ เข้ารับการรักษาอาการนอนไม่หลับ

ออกซิเจนบำบัด คืออะไร?
ออกซิเจนบำบัด (Hyperbaric Oxygen Therapy หรือ HBOT) คือการให้ผู้ป่วยหายใจรับเอาออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เข้าไปในร่างกาย ภายในห้องที่มีลักษณะคล้ายแคปซูล ที่ปรับความดันบรรยากาศสูง หรือเรียกว่า อุโมงค์ออกซิเจน (Hyperbaric Chamber) เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ ก็จะทำให้ระบบการทำงานส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แก้ไขปัญหาโรค และอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากร่างกาย ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายขาดออกซิเจน หรือมีออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

การเพิ่มออกซิเจนเข้าไปในร่างกาย ส่งผลดีอย่างไรบ้าง?
เมื่อเพิ่มออกซิเจนเข้าไปในร่างกาย จะทำให้เม็ดเลือดแดงมีสุขภาพดีขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น การไหลเวียนโลหิตในร่างกายดีขึ้น กระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้ดีขึ้น ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกายได้ดี และเร็วขึ้น นอกจากเป็นผลดีต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลดีต่อระบบประสาทในสมองอีกด้วย

ออกซิเจนบำบัด ช่วยรักษาโรค หรืออาการผิดปกติของร่างกายอะไรบ้าง?
- ระบบประสาททำงานผิดปกติ
- ออทิสติก
- สมาธิสั้น
- อัมพฤกษ์ อัมพาต จากเส้นเลือดในสมองตีบ
- สมองพิการจากการขาดออกซิเจน
- โลหิตจาง
- ไมเกรน หรือปวดศีรษะเรื้อรัง
- นอนไม่หลับ
- บาดแผลเรื้อรังที่รักษาไม่หาย เช่น แผนไฟไหม้รุนแรง แผลจากโรค
- แผลติดเชื้ออย่างรุนแรง
- แผลบวมจากการผ่าตัด
- หูดับ
- โรคน้ำหนีบ หลังดำน้ำ ที่เกิดจากผู้ป่วยขึ้นสู่ผิวน้ำเร็วเกินไป
- ฝีในสมอง
- ฟองอากาศอุดตันในกระแสเลือด
ฯลฯ

ออกซิเจนบำบัด ทำอย่างไร?
ผู้เข้ารับการบำบัดจะต้องเข้ารับการตรวจร่างกายก่อนว่าสภาพร่างกายมีความพร้อมต่อการเข้ารับการบำบัดหรือไม่ จากนั้นจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า  ถอดเครื่องประดับ และสวมหมวกออกซิเจน เข้าไปในอุโมงค์ออกซิเจน ที่มีทั้งแบบนอนในแคปซูล หรือเป็นห้องที่เข้าไปได้หลายคน (แล้วแต่เครื่อง) จากนั้นแพทย์จะเปิดออกซิเจน 100% เข้าไปในหมวกที่ผู้เข้ารับการบำบัดสวมอยู่ และปรับแรงดันอากาศภายในห้องให้สูงขึ้น ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง จนแพทย์ปิดออกซิเจน ปรับอากาศภายในห้องให้เป็นปกติ ผู้เข้ารับการบำบัดออกมาเปลี่ยนชุดกลับบ้านได้

ออกซิเจนบำบัด มีผลข้างเคียงหรือไม่?
ในผู้เข้ารับการบำบัดบางรายอาจมีอาการหูอื้อ แน่นหน้าอก แสบร้อนบริเวณหน้าอก ลมรั่วในปอด หรืออาจมีอาการชักได้ แต่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก

ออกซิเจนบำบัด กับวงการความสวยความงาม
แม้ว่ายังไม่มีงานวิจัยออกมายืนยันอย่างแน่ชัดว่า ออกซิเจนบำบัด มีส่วนช่วยในเรื่องของการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สุขภาพดี ลดรอยเหี่ยวย่นได้ แต่ในสถานเสริมความงามบางแห่ง โดยเฉพาะในต่างประเทศ อาจนำนวัตกรรมนี้มาใช้จากประโยชน์ของการเพิ่มออกซิเจนให้กับเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เหมือนอย่างที่ คิม คาร์ดาเชี่ยน ไฮโซชื่อดังจากประเทศอเมริกาก็เคยเข้ารับออกซิเจนบำบัดเพื่อจุดประสงค์ของความงามมาแล้วเช่นกัน

ราคาของบริการออกซิเจนบำบัด
แต่ละโรงพยาบาล แต่ละสถานบำบัดอาจมีราคาแตกต่างกันออกไป แต่การใช้ออกซิเจนบำบัดอาจใช้เวลา และจำนวนครั้งที่ต้องเข้ารับการบำบัดต่างกันแล้วแต่จุดประสงค์ที่เข้ามารับการบำบัด ราคาอาจจะอยู่ที่ครั้งละ 800-1,200 บาท และอาจจะต้องเข้ารับการรักษามากไปจนถึง 40 ครั้ง เช่นในกรณีของการรักษาออทิสติก โดยจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตอนรอบที่ 10 เป็นต้น ดังนั้นจึงอาจเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง ทำให้วิธีรักษานี้อาจยังไม่เป็นที่แพร่หลาย หรือเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก

อย่างไรก็ตาม หากใครสนใจอยากเข้ารับออกซิเจนบำบัด ขอให้เข้ารับบริการจากสถานพยาบาลที่มีไว้ใจได้ และมีทีมแพทย์ที่คอยให้บริการอย่างดี และถูกต้อง เพราะถือว่าเป็นนวัตกรรมขั้นสูงที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการให้บริการรักษาเท่านั้น
ขอขอบคุณ

7 พฤติกรรมทำร้าย “ไต” ทั้งที่ไม่ได้กินเค็ม!

7 พฤติกรรมทำร้าย “ไต” ทั้งที่ไม่ได้กินเค็ม!
หากพูดถึงโรค หลายคนคงคิดออกตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินว่า “เพราะทานเค็มมากเกินไป” แต่ Sanook! Health จะมาบอกว่า ไม่ใช่อาหารรสเค็มเท่านั้นที่เป็นสาเหตุของโรคไต คุณอาจยังไม่ทราบ และเผลอทำร้ายไตของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว!

1. ทานอาหารรสจัด
ไม่ใช่แค่รสเค็มจัด แต่อาหารรสจัดรวมไปถึง อาหารหวานจัด เผ็ดจัด หรือแม้กระทั่งมันจัด อาหารรสจัดทำให้ไตทำงานหนักขึ้น จึงมีส่วนทำให้เป็นโรคไตได้เช่นเดียวกันกับอาหารรสเค็ม

การไม่ออกกำลังกายเป็นสาเหตุของหลายๆ โรค ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน ไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ เส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจ และอื่นๆ รวมไปถึงโรคไตด้วยเช่นกัน

3. ดื่มน้ำน้อย หรือมากเกินไป
การดื่มน้ำน้อยเป็นสาเหตุของหลายๆ โรคเช่นกัน (อ่าน 6 โรคร้ายถามหา ถ้า “ดื่มน้ำน้อย”) รวมไปถึงโรคไตด้วย เพราะไตฟอกของเสียในร่างกาย และต้องใช้น้ำเป็นตัวพาไปสู่การกรองของไตจนกลายเป็นปัสสาวะ หากดื่มน้ำมากเกินไป ไตก็จะทำงานหนักเกินไป แต่หากดื่มน้ำน้อยมากเกินไป (ซึ่งมีโอกาสมากกว่า) ก็จะทำให้ปัสสาวะมีสีเข้ม ซึ่งไม่ดีต่อไต และกระเพาะปัสสาวะด้วย

4. ทำงานหนักเกินไป
เชื่อหรือไม่ว่าการทำงานหนักก็เป็นสาเหตุของโรคไตด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อร่างกายขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ อวัยวะภายในร่างกายก็จะไม่ได้รับการฟื้นฟู และซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่ออวัยวะที่คอยฟอกของเสียในร่างกายอย่างไตไม่ได้หยุดทำงาน ก็อาจทำให้ไตเสื่อมสภาพลงได้ง่าย

5. ความเครียด
ความเครียดมักมาพร้อมกับการทำงานหนัก หากเครียดมากๆ ร่างกายก็จะพักผ่อนได้ไม่เต็มที่เช่นเดียวกัน นอกจากนี้เมื่อเราเครียด เราจะหายใจเอาออกซิเจนเข้าร่างกาย เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ไม่เต็มที่ และไตก็เป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากความเครียดด้วยเช่นกัน

6. ทานอาหารสำเร็จรูป
แม้ว่าคุณอาจจะบอกว่าไม่ใช่คนทานเค็ม แต่หากคุณใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ อาหารกระป๋องต่างๆ หรือแม้กระทั่งน้ำอัดลม โซดา และเครื่องดื่มบางประเภท คุณจะได้รับโซเดียมเข้าไปในร่างกายในปริมาณสูงโดยที่คุณไม่รู้ตัว ดังนั้นทานให้น้อยลงหน่อยนะ

7. ความดันโลหิตสูง
หากใครมีอาการความดันโลหิตสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมีโอกาสที่จะเป็นโรคไตตามมาด้วย เพราะหากปล่อยให้เป็นความดันสูงต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่รีบรักษา ความดันโลหิตสูงนี้จะทำลายเส้นเลือดที่ไต ทำให้ไตถูกทำลาย หรืออาจเรียกว่าเป็น “ไตวายชั่วคราว”

รู้อย่างนี้แล้ว ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าว ก่อนที่จะเป็นโรตไตแล้วต้องไปฟอกไตทุกวันนะคะ ขอบอกเลยว่าไม่สนุกแน่ๆ

ขอขอบคุณ
ข้อมูล : THAIJAM ชีวจิต